แนะ คนใก้ลเคียงหมั่นดูแลกัน ลดปัญหาฆ่าตัวตาย

หากพูดถึงด้านจิตใจของคนอาจมีความเข้มแข็งไม่เท่ากันแต่ทุกอย่างสามารถฝึกได้ถือเป็นเรื่องน่าห่วงหากเราต้องสูญเสียคนในประเทศไปเรื่อยๆ
นพ.ณัฐกร จำปาทอง ผู้อำนวยการโรงพยาบาล (รพ.) จิตเวชขอนแก่นราชนครินทร ให้สัมภาษณ์ว่า จากการรวบรวมข้อมูลจากทั่วประเทศโดยศูนย์ป้องกันการฆ่าตัวตายระดับชาติ รพ.จิตเวชขอนแก่นราชนครินทร เกี่ยวกับสถิติการฆ่าตัวตายของคนไทยพบว่า

ในแต่ละปีทั้งประเทศจะมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จปีละ 3,500-4,000 คน หรือคิดเป็นประมาณ 6 คนต่อจำนวนประชากร 100,000 คน โดยพื้นที่ที่เกิดการฆ่าตัวตายสำเร็จสูงที่สุด ได้แก่ ภาคเหนือตอนบน และอัตราการฆ่าตัวตายจะพบมากในช่วงเดือนเมษายน รวมถึงพบว่า เพศชาย ฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่าเพศหญิงถึง 4 เท่า วิธีการฆ่าตัวตายที่นิยมมากที่สุด ได้แก่ 1.การแขวนคอ 2.การกินยาฆ่าแมลงหรือยากำจัดวัชพืช 3.การกินสารเคมีชนิดอื่น 4.การใช้อาวุธปืน และ 5.การกระโดดจากตึกสูง
นพ.ณัฐกร ให้สัมภาษณ์อีกว่า สำหรับในพื้นที่กทม.พบว่า ในปี 2556 มีประชากรฆ่าตัวตายสำเร็จ 116 คน หรือค่าเฉลี่ย 1.67 คน ต่อประชาการ 100,000 คน ปี 2557 มีประชากรฆ่าตัวตายสำเร็จ 97 คน หรือค่าเฉลี่ย 1.42 คน ต่อประชาการ 100,000 คน ปี 2558 มีประชากรฆ่าตัวตายสำเร็จ 121 คน หรือค่าเฉลี่ย 1.75 คน ต่อประชาการ 100,000 คน โดยส่วนใหญ่จะใช้วิธีการแขวนคอ โดยในรอบ 3 ปีที่ผ่านมามีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จจากกระโดดจากที่สูงทั้งหมด 6 ราย ส่วนข้อมูลระหว่างปี 2559-2560 ขณะนี้อยู่ระหว่างเก็บรวบรวมข้อมูล อย่างไรก็ตาม ทางศูนย์ป้องกันการฆ่าตัวตายระดับชาติมีแผนยุทธศาสตร์สำคัญ คือ การพยายามลดจำนวนผู้พยายามฆ่าตัวตายซ้ำอีก ซึ่งจะสามารถลดอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จทั้งประเทศได้ถึง 300 คนต่อปี
“สำหรับขั้นตอนที่จะทำให้เกิดความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายมี 3 ขั้นตอน คือ 1.เริ่มคิดถึงการฆ่าตัวตาย 2.เริ่มหมกหมุ่นว่าจะลงมือดีหรือไม่ 3.ลงมือกระทำ ซึ่งทางกลุ่มเสี่ยงต้องได้รับการดูแล และพูดคุยแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิดเพื่อช่วยทำความเข้าใจ และลดอัตราการเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ให้ได้มากที่สุด สำหรับผู้ที่เริ่มมีความคิดเกี่ยวกับกับฆ่าตัวตาย สามารถปรึกษาได้สายด่วนสุขภาพจิต 1323 โดยกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ให้บริการตลอด 24 ชม.โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย” นพ.ณัฐกร กล่าว. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth